กลัวตาบอด ต้องรู้จัก 7 โรคตาใกล้ตัว

1. โรคตาแห้ง

อาการโรคตาแห้ง

ตาแห้ง ตาแดง เคืองตา ตาพร่ามัว ปวดตา คันตา ขี้ตาเยอะ ขยี้ตาบ่อย

สาเหตุโรคตาแห้ง

1. การทำงานของต่อมน้ำตา เคลือบกระจกตาดำไม่พอ พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ที่พบบ่อยมาก พบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

2. โรคประจำตัว  เช่น โรคทางภูมิคุ้มกัน โรคเบาหวาน อาจทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาลดลง จำเป็นต้องรักษาโรคที่ต้นเหตุควบคู่ด้วยจึงจะได้ผลดี

3. ยาบางชนิด อาจทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาลดลง

จ้องจอมือถือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน จนเป็นโรคตาแห้ง หรือ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (CVS)

4. ใส่คอนแทคเลนส์เป็นระยะเวลานาน

5. ไม่สวมแว่นกันแดดขณะที่ทำงานในที่ๆมีแสงจ้าหรือขณะขับรถ

6. ขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่บำรุงและปกป้องดวงตา

2. โรคจอประสาทตาเสื่อม

อาการโรคจอประสาทตาเสื่อม

สายตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน เห็นภาพบิดเบี้ยว

พบในผู้ที่จอประสาทตาเสื่อม ทางการแพทย์เรียกโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม หรือที่มักเรียกว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อม” หรือ “โรคจอตาเสื่อม” (Aged-related macular degeneration – AMD)

มองไม่เห็นหรือมองเห็นไม่ชัดในที่ที่มีแสงน้อย เช่น ขณะขับรถตอนกลางคืนมีอาการเห็นไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว เมื่อแสงไฟหน้าของรถที่วิ่งสวนทางมาเข้าตา ทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยหลายวินาที

พบในผู้ที่ตาบอดกลางคืน เป็นกลุ่มอาการของโรคจอประสาทตาที่เกิดจากภาวะเซลล์รับแสงที่เรียกว่า “โฟโตรีเซ็ปเตอร์” (Photoreceptors) เสื่อมถอย

สาเหตุโรคจอประสาทตาเสื่อม

1. พฤติกรรม

1.1 จ้องหน้าจอมือถือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน ทำให้แสงสีฟ้า (Blue light) ทำลายจอประสาทตา

1.2 โดนแสงแดดจัดนานๆ ไม่สวมแว่นกันแดดขณะขับรถหรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ทำให้รังสีอัลตร้าไวโอเลต (UV) ทำลายจอประสาทตา

1.3 ขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา และลดความเสี่ยงของโรคตา

2. ความเสื่อมของดวงตา

2.1 ความเสื่อมของจอประสาทตาจากอายุที่มากขึ้น หรือโรคต้อกระจก

2.2 ขาดวิตามินเอ ซึ่งใช้ในการผลิตสารสี Rhodopsin เมื่อจอตาผลิต Rhodopsin ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้จอตามีความไวต่อแสงลดลง และเกิดภาวะตาบอดกลางคืน

2.3 เป็นโรคทางกายที่เกี่ยวกับตับ ทำให้การดูดซึมวิตามินเอไม่ดี ทำให้ร่างกายขาดวิตามินเอได้ แม้จะทานอาหารที่มีวิตามินเอเพียงพอ

3. โรคต้อลม

อาการของโรคต้อลม

พบก้อนสีเหลืองอ่อนที่อาจเรียบหรือนูนเล็กน้อยบนเยื่อตาที่คลุมตาขาว ด้านข้างของกระจกตา/ตาดำ เริ่มต้นตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง คันตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล เจ็บเล็กน้อย และอาจมีขี้ตาออกมาบ้างเมื่อตื่นนอน หากปล่อยต้อลมทิ้งไว้และไม่ได้ป้องกัน ต้อลมจะลุกลามไปที่เนื้อเข้าชิดตาดำกลายเป็นต้อเนื้อต่อไป  

สาเหตุของโรคต้อลม

1. การเสื่อมของเส้นใยคอลลาเจนในเยื่อตาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการพฤติกรรมการใช้ดวงตา เช่น ไม่สวมแว่นกันแดดขณะที่ทำงานในที่ๆมีแสงจ้า หรือขณะขับรถ

2. ดวงตาได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่มีในแสงแดดเป็นเวลานาน ร่วมกับการสัมผัสลม ฝุ่น ควัน และความร้อน ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุตา

4. โรคต้อเนื้อ

อาการของโรคต้อเนื้อ

พบลักษณะคล้ายแผ่นเนื้อสีแดงรูปสามเหลี่ยมงอกมาจากบริเวณเยื่อตามาทางกระจกตา เริ่มตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง คันตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล โดยต้อเนื้อจะค่อยๆโตอย่างช้าๆ แต่ไม่บดบังการมองเห็น มีบางกรณีที่ลุกลามอย่างรวดเร็วและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ต้อเนื้อจะลามเข้าไปบนกระจกตาพอสมควร ทำให้การมองเห็นลดลงไปมาก แต่ก็สามารถผ่าตัดลอกต้อเนื้อได้

แต่ทั้งนี้แม้จะผ่าตัดแล้ว บางรายก็อาจกลับมาเป็นต้อเนื้อซ้ำได้อีก โดยมักจะมีลักษณะที่หนาและแดงกว่าเดิม และการลอกอีกครั้งจะทำยากกว่าครั้งแรก จึงต้องดูแลดวงตาอย่างดี

สาเหตุของโรคต้อเนื้อ

1. การเสื่อมของคอลลาเจนในดวงตาและการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้น จากอายุที่เพิ่มขึ้นและการพฤติกรรมการใช้ดวงตา เช่น ไม่สวมแว่นกันแดดขณะที่ทำงานในที่ๆมีแสงจ้า หรือขณะขับรถ

2. ดวงตาได้รับรังสีอัลตราไวโวเลต (UV) ที่มีในแสงแดดเป็นเวลานาน ร่วมกับการสัมผัสลม ฝุ่น ควัน และความร้อน ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อตา

5. โรคต้อกระจก

อาการของโรคต้อกระจก

เกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา เมื่อเลนส์แก้วตาขุ่นมัว ทำให้จอประสาทตารับภาพได้ไม่ชัด สายตาพร่ามัวลงเรื่อยๆ อย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง การมองเห็นที่มืดชัดกว่าที่สว่าง แต่เมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง จะรู้สึกตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้หรือเห็นภาพซ้อน นอกจากนี้ยังมีการมองเห็นที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น มองเห็นจุดอยู่ด้านหน้า, มองเห็นแสงไฟเป็นแสงกระจาย, อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง มองเห็นแสงไฟเป็น 2 ดวงซ้อนกัน หรือมองเห็นพระจันทร์สองดวงหรือหลายดวง

สาเหตุของโรคต้อกระจก

1. อายุที่เพิ่มขึ้น (ทุกคนจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจก)

2. ได้รับสารพิษจากควันบุหรี่ หลายงานวิจัยพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีโอกาสเกิดโรคต้อกระจกได้สูงและเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

3. ได้รับแสงที่มีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตและแสงสีฟ้าเป็นประจำ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในเลนส์แก้วตาและจอประสาทตา

4. ขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่บำรุงและปกป้องเลนส์แก้วตาและจอประสาทตา

5. ไม่สวมแว่นกันแดดขณะที่ทำงานในที่ๆมีแสงจ้า หรือขณะขับรถ

6. โรคต้อหิน

เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกิดจากเส้นประสาทในจอตาตายไปเรื่อย ๆ ทำให้ลานสายตาผิดปกติ ขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นที่รวมของใยประสาทตาที่ต่อมาจากเซลล์ประสาทถูกทำลาย เกิดเป็นรอยหวำกว้างขึ้นที่ขั้วประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็น เนื่องจากประสาทตาเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ และไม่สามารถหามาทดแทนได้

อาการของโรคต้อหิน

สายตามัวลงทีละน้อยๆ โดยไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง เริ่มรู้สึกมึนศีรษะ ปวดเมื่อยตาเล็กน้อยหรือตาล้า ตาเพลีย และตาพร่าเร็วกว่าปกติ เมื่อเป็นมากขึ้น ลานสายตาจะแคบลงกว่าเดิมมาก ทำให้มองไม่เห็นด้านข้าง แต่ภาพตรงกลางชัดเจน หากไม่ได้พบจักษุแพทย์เพื่อคงสภาพของลานสายตาที่เป็นอยู่ให้นานที่สุด การมองเห็นภาพก็จะแคบลงเรื่อยๆ โดยผู้เป็นต้อหินไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งถูกทำลายไปมากและสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

สาเหตุของโรคต้อหิน

1. ความเสื่อมของเส้นประสาทตาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหิน

2. มีความดันลูกตาที่สูงขึ้นผิดปกติ  กดเส้นประสาทตาและทำลายประสาทตา

3. มุมระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาแคบลง

4. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อหินเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น เกิดจากโรคม่านตาอักเสบ จากต้อกระจกสุก จากอุบัติเหตุ จากการผ่าตัด หรือจากการใช้ยาบางชนิด

7. โรควุ้นในตาเสื่อม

อาการของโรควุ้นในตาเสื่อม

โรควุ้นในตาเสื่อม หรือที่เรียกกันว่า น้ำวุ้นลูกตาเสื่อม มีโอกาสหายจากอาการแต่ไม่ทุกคน เมื่อเป็นแล้วจะมองเห็นจุดดำลอยอยู่ในลูกตา คล้ายกับมียุงบินอยู่ หรือมองเห็นคล้ายมีเศษผงอยู่ในตาตลอดเวลา วุ้นตาทำหน้าในการให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของดวงตาได้แก่ กระจกตา เลนส์ตา ม่านตา จอประสาทตา และมุมตา

ในผู้ป่วยสายตาสั้น วุ้นตาจะเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป หากวุ้นตาเสื่อมจะทำให้บริเวณที่เคยยึดเกาะกับจอตาที่แน่นฉีกขาด เห็นเป็นแสงไฟวาบขึ้นในตา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ทำให้มีภาวะจอตาหลุดลอก (retinal detachment) และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

สาเหตุของโรควุ้นในตาเสื่อม

1. ความเสื่อมจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น

2. พฤติกรรมการใช้งานดวงตาหนักและยาวนาน เช่น  จ้องจอมือถือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงไม่เพียงพอ เป็นเวลานาน

3. คนที่มีอาชีพใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียระไนพลอย เพราะต้องใช้สายตาเพ่งมาก หรือใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานแต่ละครั้งเป็นเวลานานต่อเนื่อง

4. เซลล์ต่างๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดงที่มาจากหลอดเลือดที่จอตาฉีกขาด หลอดเลือดที่ผิดปกติในผู้ป่วย เบาหวานขึ้นตา ในผู้ป่วยจอตาเสื่อม ตลอดจนเม็ดเลือดขาวที่มาจากการอักเสบภายในดวงตาทั้งจากโรคม่านตาอักเสบ การอักเสบภายในดวงตา การอักเสบจากอุบัติเหตุมีบาดแผลทำให้ดวงตาทะลุ นอกจากนี้อาจมีอณูสีเล็กๆ ที่มาจากอณูสีในเนื้อเยื่อชั้นของจอตา หรือแม้แต่เซลล์มะเร็งที่หลุดมาจากมะเร็งตาในเด็ก/มะเร็งจอตา ฯลฯ

5. ไม่สวมแว่นกันแดดขณะที่ทำงานในที่ๆมีแสงจ้า หรือขณะขับรถ

ได้รับอุบัติเหตุทางตา หรือบริเวณศีรษะ หรือมีการอักเสบในลูกตา จะทำให้น้ำลูกตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้

6. ผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมากๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำวุ้นลูกตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *